• 01.jpg
  • 02.jpg
  • 03.jpg
  • 04.jpg
  • 05.jpg
  • 06.jpg
  • 07.jpg
  • 08.jpg
  • 09.jpg
  • 10.jpg
  • 11.jpg
  • 12.jpg
  • 13.jpg
  • 14.jpg
  • 15.jpg
  • 16.jpg

ใครใหญ่กว่าใคร?

E-mail Print PDF

โดย เรวัฒน์  เทพจักร์

บทเรียนข้อคิดจาก พาดหัวข่าวใหญ่ แจ้ง จับ-ยื่นถอดถอนช่วยแม้ว ปชป.จัดเต็มดร.ปึ้ง   , มรสุมการเมืองลูกใหม่เริ่ม ตั้งเค้า เมื่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ หาเรื่องใส่ตัว ,   ตร.สากลปัดออกหมาย จับแม้ว  , แจ้งจับ-ยื่นถอดถอนช่วยแม้ว ปชป.จัดเต็มดร.ปึ้ง

 

ทั้ง หมดทั้งสิ้นบนสื่อต่างๆทั้งไซเบอร์และหนังสือพิมพ์ต่างๆ  ต่างได้โพสพาดหัวข่าวใหญ่เนื้อหาที่นำเสนอถึงคาบลูกคาบดอกของปัญหาทางการ เมืองที่ไม่ลงตัว และเหมือนจะไม่มีทางที่จะลงเอยด้วยดี     ทั้งสิ้นมันเป็นเพราะต้นตออะไรหรือ   ความไม่ลงตัวของปัญหาของบ้านเมือง  สืบเนื่องมาจากปัญหาเรื้อรังยาวนานหลายปี  ต่างมุมมองต่างความคิดเห็นกันไปสุดแล้วแต่ว่าใครผู้ใดได้รับข้อมูลดิบๆมาจาก แหล่งไหน รับข่าวจากฝ่ายไหน อยู่สีไหน    ต่างก็จะสรุปตามบริบทของตนเอง    แม้ว่าขั้วหนึ่งขึ้นมามีอำนาจในการจัดตั้ง อีกฝ่ายก็ลุกขึ้นมาเพื่อล้มอำนาจการจัดตั้ง  มีทั้งมือที่สองและที่สามข้ามาเกี่ยวข้อง   ประชาชนตาดำๆไม่สามารถแยกแยะว่าใครดีใครชั่วใครได้ผลประโยชน์ใครสูญเสียผล ประโยชน์    ดีไม่ดีคนนอกอาจจะเข้าใจผิดเข้าไปเลือกข้างเลือกสีโดยขาดความรู้ข้อเท็จจริง

นทางกลับ กัน   หากมองย้อนกลับมาพิจารณาสายทางธรรมก็ดูจะไม่น้อยหน้าของปัญหาสงครามทางความ คิด   การแตกแยกมุมมอง    ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าทำไปเพื่อปกป้ององค์กรอีกฝ่ายก็บอกทำไปทุกเพื่อความความ ยุติธรรมและความถูกต้องตามระบบระเบียบปฏิบัติ    บางคนก็คอยเสียบ บางคนคอยตีท้ายครัว   หรือคอยเข้ามารอเสียบหลังตาอินกับตานาตกลงปัญหาใจกันไม่ลง

 

วัน ก่อนมีโอกาสไปดูภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวร  ตอนที่ 4 "ศึกนันทบุเรง" หลักฐานในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาและพงศาวดารพม่าระบุตรงกันว่า ภายหลังการประกาศเอกราชในปี พ.ศ. 2127 แล้วนั้น พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงได้โปรดให้กรีฑาทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาคืนเป็นเมือง ขึ้นถึง 4 ครั้งคราว คือ ในคราวศึกพระยาพะสิมและพระเจ้าเชียงใหม่เมงนรธาสอ ในปี พ.ศ. 2127/28 ศึกนันทบุเรงปี พ.ศ.2129 ศึกมหาอุปราชาในปี พ.ศ.2133 และศึกยุทธหัตถีในปี พ.ศ. 2135 ในศึกทั้ง 4 ครั้งตามกล่าว ศึกที่นำพาให้ราชอาณาจักรอยุธยาต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์อันสุ่มเสี่ยงต่อการ สิ้นสูญแผ่นดินคือศึกนันทบุเรง     ผลการปราชัยของหงสาวดีในคราวศึกพระยาพะสิมและพระเจ้าเชียงใหม่ ความพ่ายแพ้ครั้งนั้น ทำให้พระเจ้านันทบุเรงทรงตระหนักในพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรและใน ความเข้มแข็งของกองทัพอยุธยา จึงทรงตัดสินพระทัยยกทัพใหญ่เป็นทัพกษัตริย์มาย่ำยีราชธานีสยาม ให้ราบเป็นหน้ากลองเพื่อเป็นการแก้มือและเพื่อรักษาซึ่งพระเกียรติยศมิให้ เป็นที่ดูแคลนแก่เหล่าเจ้าประเทศราชในขอบขัณฑสีมาพุกามประเทศ  หลักฐานข้างพม่าระบุว่ากองทัพพระเจ้านันทบุเรงประกอบด้วยช้าง 3,200 ทัพม้า 12,000 และไพร่ราบซึ่งมีจำนวนถึง 252,000 ในกองทัพนี้ยังมีนายทัพผู้ปรีชาสามารถตามติดมาร่วมรบ ไม่ว่าจะเป็นพระมหาอุปราชา มังจาปะโร หรือแม้แต่ลักไวทำมูทหารกล้า

ภาพยนตร์ยังได้ตีแผ่ให้เห็นว่า กิตติศัพท์ความยิ่งใหญ่ที่น่าเกรงขามของทัพหงสาวดีที่ยกเข้ามาครั้งนั้นส่ง ผลให้เจ้าเมืองกรมการเมืองในขอบขัณฑสีมาของราชอาณาจักรอยุธยาข้างฝ่ายเหนือ ประหวั่นพรั่นพรึงถึงกับสมคบคิดกันแปรพักตร์เข้าสมานสมัครพระเจ้านันทบุเรง รบสมเด็จพระนเรศวร เป็นเหตุให้สมเด็จพระนเรศวรต้องเผชิญทั้งศึกนอกและศึกใน สถานการณ์กลับยิ่งบีบคั้นให้คับขันยิ่งขึ้นเมื่อพระศรีสุธรรมราชา พระอนุชาเจ้ากรุงละแวกซึ่งขัดพระทัยสมเด็จพระนเรศวรแต่กาลก่อน ได้ยุยงให้พระเชษฐาตัดสัมพันธไมตรีกับอยุธยาจนเป็นเหตุให้ละแวกกลายมาเป็น หอกข้างแคร่ ที่พร้อมจะกระหน่ำซ้ำเติมกรุงสยามให้ย่อยยับหากมีอันพลาดท่าเสียทีในศึกนันท บุเรง          ภาพยนตร์ได้ลำดับให้เห็นถึงภัยรอบด้านที่บีบรัดให้สมเด็จพระนเรศวรทรงต้อง เผชิญศึกอย่างโดดเดี่ยว แต่เคราะห์กลับทับทวีคูณเมื่อสหายศึก เช่น เลอขิ่น และกำลังเมืองคัง ซึ่งร่วมกรำศึกกันมาแต่เบื้องต้นคิดถอนตัวตีจากเนื่องจากพิษรักระหว่างรบ ที่จบลงด้วยความร้าวฉานระหว่างเลอขิ่นกับพระราชมนูขุนศึกคู่พระทัย ความขัดแย้ง ด้วยเหตุส่วนตัวได้บานปลายกลายเป็นภัยของแผ่นดินในคราวคับขันเมื่ออยุธยา ต้องเผชิญศึก ซึ่งประมาณได้ว่าเป็นมหาสงครามภายใต้โทสจริตของพระเจ้านันทบุเรง

ด้วยข้อจำกัดที่รุมเร้าหลายประการ ผสานกับจำนวนไพร่พลที่เป็นรองหงสาวดี อยู่หลายขุม ทำให้สมเด็จพระนเรศวรทรงจำต้องปรับยุทธศาสตร์การตั้งรับทัพหงสาวดีเสียใหม่ โดยทรงใช้พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบเป็นฐานบัญชาการรบแต่เพียงแห่งเดียว โดยทรงส่งกำลังออกไปปักปราการ วางแนวป้องกันมิให้พม่าเข้ามาปลูกค่ายใกล้ขอบคูพระนครและกำแพงเมือง ทั้งยังแต่งกำลังเป็นกองโจรเข้าปล้นค่ายข้าศึกอย่างอาจหาญ  สมเด็จพระนเรศวรทรงคาบ พระแสงดาบขึ้นปีนปล้นค่ายพม่า ภาพห่าธนูเพลิงที่สาดซัดและกองทัพนับพันนับหมื่น ปีนพะองขึ้นชิงค่าย

เมื่อศึกเหนือเสือใต้รุมกระหน่ำ ขุนนางผู้ใหญ่ขาดสามัคคีคิดคดคำนึงแต่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง จอมทัพผู้รั้งราชบัลลังก์และความอยู่รอดของแผ่นดินก็มาพลาดท่าต้องศาสตรา กลางสมรภูมิศึก ยอดทหารเอกกรุงศรีถูกขุนศึกผู้ชาญณรงค์กว่าจับเป็นเชลย

จักเห็น ชัดว่าเกิดผลเสียมากกว่าผลดีเมื่อผู้ใหญ่ขาดความสมานสามัคคีกัน ไม่กลมเกลียวกัน และต่างฝ่ายก็เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น     ต่างฝ่ายต่างยังมีอีโก้สูงกันแบบนี้   ตราบใดที่ผู้ใหญ่ ยังตีรั้ววางกรอบวงกว้างให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัยแบบนี้อยู่   คงจะเห็นทางออกได้ยากนักหนา    เพราะคงไม่ดีนักหากอีกกลุ่มหนึ่งทมึนตึงกระเหี้ยนกระหือรือเพื่อจะบรรลุตาม เกม   คนกลางก็ไม่เป็นกลางแท้จริง  ผู้ใหญ่ขาใหญ่ก็เลือกข้าง-มีอคติต่อกัน   กลุ่มอำนาจเก่าก็ไม่ยอมวางอำนาจเสียที        นี่ก็คืออีกปัญหาที่เราจักต้องเรียนรู้จากอดีตเพื่อนำมาเป็นบทเรียนใน ปัจจุบัน  แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นที่กล่าวมาข้างต้นเห็นว่าไม่มีทางออกใดดีไปกว่าการที่ทุก ฝ่ายสำนึกว่าตนเองอยู่ในฐานะใด    พระเจ้าให้เราทำภารกิจอันใดอยู่  เรียนรู้จักถ่อมใจลงต่อกัน สารภาพบาปต่อกันและก้าวเดินต่อไปดีกว่า    เกียรติยศชื่อเสียงมันสำคัญมากนักหรือ      แล้วมันจะลงเอยจบเกมกันอย่างไรได้    ในเมื่อแต่ละคนก็ยังดื้อดึงกันแบบนั้น   แล้วจะให้รุ่นลูกรุ่นหลานกล่าวขานถึงท่านกันเช่นไร  จะเขียนลงในประวัติศาสตร์ไว้ที่หน้าไหนดี     สำหรับความแตกแยกในสังคม การขัดแย้งกันในธุรกิจการงาน หรือความขัดแย้งกันในวงการทางธรรมก็ขอให้มีการพูดคุยกันโดยดี    จะกี่ฝ่าย จะกี่ครั้ง   จะที่ไหนก็ตกลงกันให้ดีเพื่อสะสางปัญหา และเคลียร์ภาพลักษณ์กันเสียใหม่ อย่าให้ถึงขั้นเลือดตากระเด็นเลยนะ

สำหรับคนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง  หรือพวกไทยมุงก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษที่จะไม่ทำให้เกิดการขัดแย้งในวง กว้างในสังคมไทยของเราอย่างไม่รู้จักสิ้นสุด  อย่า FWเมล์ขยะกันอีกเลยเพราะการส่งข่าวดิบๆแทนที่จะสร้างสันติอาจจะทำให้เสีย มากกว่าดี      แล้วใครเจ็บล่ะ... ก็เราทั้งชาตินั่นเอง      เราต้องไม่เลือกข้างโดยไม่รู้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเพียงพอ      ระวังที่จะไม่ถูกชักนำให้แพะชนแกะ    ถึงเวลาแล้วที่เราจะสำรวจตัวเอง    และอยู่สงบในทางธรรมหันหน้าเข้าหาพระเจ้า  ทิ้งอคติและรากขมขื่นใจต่อ บุคคลอื่น  และยืนอธิษฐานอย่างบริสุทธิ์ใจเพื่อเห็นทางออกของทุกๆปัญหาในหน่วยงานและ องค์กรของเราเอง    เดินออกห่างเสียบ้างจากการวิพากวิจารณ์ การบ่น และการตัดสินผู้หนึ่งผู้ใด    ให้ระยะเวลากับผลงานพิสูจน์ความสามารถของคน    บางครั้งเราก็ไม่สามารถหาคนผิดคนถูกมาประจานได้เสมอไป    ถึงอย่างไรเราก็คือพระกายเดียวกันแท้ๆ  ผิดพลาดประการใดก็อภัยให้กันและกัน  ทำไงได้เพราะเราเกิดมาอยู่ในผืนแผ่นดินไทยด้วยกันแล้ว   ถ้าเราคนไทยไม่รู้จักรักซึ่งกันและกันแล้วใครหน้าไหนจะมารักและห่วงใยเรา  นาทีนี้อย่าห่วงเลยได้ไหมว่าท่านจะต้องถอยกันคนละสักกี่ก้าว   อย่าห่วงเลยว่าตัวเองจะเสียหน้า เสียชื่อ สูญเสียเกียรติยศแค่ไหนถ้าหากต้องเป็นฝ่ายยอม    

แต่ดีที่สุดให้ทุกฝ่ายเดินเข้ามาหากันคนละก้าว  เพื่อเดินเข้ามาจับมือประสานใจกันทำงานต่อไป ร่วมแอกรับใช้ หรือ ร่วมแอกแก้ไขปัญหาอุทกภัยน้ำท่วม    มาหาทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ  แก้ไขปัญหาสังคมของเรา  มาร่วมกันดีกว่าที่จะมานั่งทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา  สาดโคลน แต่งสีมั่วมาหาว่าใครเป็นใหญ่กว่าใคร ใครอยู่พรรคพวกไหน   มัวมาระแวงว่าใครจะได้เก้าอี้อะไร  ได้อะไรและเพื่ออะไร  สำคัญอะไรที่จะรู้ว่าใครเป็นใหญ่กว่าใคร  ปัญหาบางอย่างอาจแก้ไขได้โดยไม่ต้องก่อม๊อบ หรือเคลื่อนไหวใดๆเลย   แต่ให้เดินเข้ามาหาซึ่งกันและกันดีกว่าไหม อย่าเดินถอยคนละก้าวเลย ! เพราะเห็นทีเราจะยิ่งเดินไปไกลจากกันมากยิ่งๆขึ้น  กระทั่งเราคุยกันไม่รู้เรื่อง  เอาปริญญาเอกที่ทุกคนมีมานั่งลงแก้ไขปัญหาด้วยกัน   ที่จริงปัญหาแก้ไขได้เพียงแค่ท่านไม่พยายามถามว่าใครเป็นกว่าใคร !  

 

บท ความข้างต้น มิได้มีเจตนาที่จะไปกล่าวถึงหน่วยงานใดหรือบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  เพียงแต่เป็นถ้อยแถลงเตือนจิตเตือนใจของพี่น้องคนไทยทุกฝ่ายให้รู้รัก สามัคคีกันดีกว่า

 

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday78
mod_vvisit_counterYesterday39
mod_vvisit_counterThis week117
mod_vvisit_counterLast week478
mod_vvisit_counterThis month1989
mod_vvisit_counterLast month2774
mod_vvisit_counterAll days609333

We have: 40 guests online
Your IP: 54.224.43.96
 , 
Today: Oct 23, 2017